top of page
Search

หมากับแมวเลี้ยงด้วยกันได้ไหม? แนะนำสุนัขตัวใหม่ให้เข้ากับแมวที่บ้าน

dog and cat living together

หลายคนที่เลี้ยงแมวอยู่แล้ว มักจะลังเลทุกครั้งเมื่อคิดจะรับสุนัขมาเพิ่ม เพราะภาพจำที่เราคุ้นเคยกันดีคือ หมากับแมวเป็นคู่กัด เจอกันทีไรก็มีแต่เสียงขู่ เสียงเห่า และการวิ่งไล่กันวุ่นวาย จนอดกังวลไม่ได้ว่า ถ้าเอามาอยู่บ้านเดียวกันจริง ๆ จะกลายเป็นปัญหาหรือเปล่า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ของหมากับแมวไม่ได้แย่อย่างที่คิด และไม่ได้ถูกกำหนดมาให้ “ไม่ถูกกัน” เสมอไป วันนี้ Yora Thailand จะพาไปทำความเข้าใจธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย พร้อมแนะนำวิธีรับสุนัขตัวใหม่ให้เข้ากับแมวที่บ้านอย่างปลอดภัยและไม่เครียดทั้งคนและสัตว์เลี้ยงครับ


banner

หมากับแมวไม่ถูกกันจริงไหม?


ความเชื่อที่ว่าหมากับแมวเป็นศัตรูกันนั้น ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


  • สุนัข มักแสดงออกชัดเจน ร่าเริง และตอบสนองต่อสิ่งเร้าเร็ว

  • แมว จะระมัดระวังตัวสูง รักอิสระ และไม่ชอบการถูกรุกล้ำพื้นที่


เมื่อทั้งสองสื่อสารกันคนละภาษา จึงทำให้ดูเหมือนว่าไม่ถูกกัน ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ได้เกลียดกันโดยกำเนิด แต่อาจเป็นเพราะยังไม่เข้าใจกันมากกว่า


หลายบ้านที่เลี้ยงหมากับแมวด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก หรือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ปรับตัวตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก มักจะพบว่าทั้งคู่สามารถอยู่ร่วมกันได้ดี บางคู่ถึงขั้นสนิทและนอนด้วยกันได้เลยด้วยซ้ำ


แมวกับหมาเลี้ยงด้วยกันได้ไหม? ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง


dog and cat

คำถามยอดฮิตของคนรักสัตว์คือ แมวกับหมาเลี้ยงด้วยกันได้ไหม คำตอบคือ เลี้ยงด้วยกันได้ และมีหลายบ้านที่เลี้ยงหมากับแมวอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แถมบางคู่ยังสนิทกันเกินคาดอีกด้วย แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวและการดูแลของเจ้าของเป็นหลัก


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หมากับแมวอยู่ร่วมกันได้ดี มีอยู่หลายข้อ เช่น


อายุของหมาและแมว ถ้าได้เจอกันตั้งแต่ยังเล็ก มักจะปรับตัวได้ง่ายกว่า เพราะยังเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ดี ลูกหมาและลูกแมวที่คุ้นเคยกับสัตว์ต่างสายพันธุ์ตั้งแต่เด็ก มักโตมาแบบไม่กลัวกัน และไม่ค่อยมีพฤติกรรมก้าวร้าว


นิสัยและประสบการณ์เดิม สัตว์เลี้ยงที่นิสัยใจเย็น ไม่ตื่นตกใจง่าย จะอยู่ร่วมกันได้ง่ายกว่า ขณะที่ตัวไหนเคยมีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน เช่น เคยโดนไล่หรือเครียดจากสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ก็อาจต้องใช้เวลาปรับตัวนานเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้


วิธีการแนะนำให้รู้จักกัน การให้หมากับแมวคุ้นกันทีละนิด เริ่มจากกลิ่น เสียง และการเห็นกันในระยะห่าง จะช่วยลดความตึงเครียดได้เยอะมาก ยิ่งเจ้าของใจเย็น ไม่บังคับให้ต้องสนิทกันเร็ว ๆ โอกาสที่ทั้งคู่จะปรับตัวได้ดีก็ยิ่งสูงขึ้น


การจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้าน บ้านที่มีพื้นที่ให้แมวหลบ มีมุมส่วนตัว และมีโซนพักของน้องหมาชัดเจน จะช่วยให้ทั้งสองรู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องคอยระแวงกันตลอดเวลา เมื่อแต่ละตัวมีพื้นที่ของตัวเอง ความเครียดก็จะลดลงไปเอง


อาหารและโภชนาการ อีกเรื่องที่หลายบ้านเผลอมองข้ามคือ “อาหาร” เพราะหมาและแมวต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน


dog and cat eating together

  • อาหารสุนัข มีทั้งโปรตีนจากเนื้อสัตว์และคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากสุนัขสามารถย่อยและนำพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้

  • ส่วนอาหารแมว ต้องเน้นโปรตีนเป็นหลัก และมีกรดอะมิโนจำเป็นอย่างทอรีน ซึ่งแมวไม่สามารถสังเคราะห์เองได้


ถ้าให้กินอาหารผิดประเภท หรือแย่งกันกินบ่อย ๆ นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้สัตว์เลี้ยงอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด และเครียดง่ายขึ้นด้วย การจัดมุมให้อาหารแยกกัน เลือกอาหารที่เหมาะกับแต่ละชนิด และย่อยง่ายกับระบบทางเดินอาหาร จะช่วยให้ทั้งหมาและแมวสบายท้อง สุขภาพดี และอยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้อย่างราบรื่นมากขึ้น


สุดท้ายแล้ว ถ้าเจ้าของรีบร้อนเกินไป บังคับให้ต้องอยู่ใกล้กันตั้งแต่วันแรก หรือยังไม่พร้อมทั้งเรื่องพื้นที่และอาหาร ก็อาจทำให้เกิดความกลัวและความเครียดสะสม จนกลายเป็นพฤติกรรมขู่ ไล่ หรือหลบซ่อนได้


สรุปแล้ว การตอบคำถามว่า แมวกับหมาเลี้ยงด้วยกันได้ไหม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงหรือสายพันธุ์ แต่ขึ้นอยู่กับ จังหวะ ความใจเย็นของเจ้าของ และการดูแลพื้นฐานให้เหมาะสม เมื่อทั้งสองรู้สึกปลอดภัย อิ่มสบาย และไม่เครียด ความสัมพันธ์ดี ๆ ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเองครับ


วิธีนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้าบ้านอย่างถูกต้อง

หลังจากทำความเข้าใจพื้นฐานไปแล้วว่า หมากับแมวเลี้ยงด้วยกันได้ไหม ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพาน้องตัวใหม่เข้าบ้านให้ถูกวิธี เพราะช่วงแรกคือช่วงชี้ชะตาว่า ความสัมพันธ์ของหมากับแมวจะไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ ถ้าเริ่มต้นดี โอกาสที่ทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบก็สูงขึ้นมาก


1. แยกพื้นที่ตั้งแต่วันแรก ให้ทุกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย

เมื่อมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้ามาในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกหมาหรือลูกแมว ควรเริ่มจากการ แยกพื้นที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน ก่อน เช่น


  • จัดให้อีกฝ่ายอยู่คนละห้อง

  • ใช้คอกกั้นหรือประตูกั้นพื้นที่


วิธีนี้ช่วยให้น้องที่มาใหม่มีเวลาปรับตัวกับกลิ่น เสียง และบรรยากาศของบ้านใหม่ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ตัวเดิมทันที ในช่วงนี้ควรเตรียมของใช้จำเป็นให้ครบ ทั้งที่นอน น้ำ และอาหารที่เหมาะกับแต่ละตัว เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกสบายใจและไม่เครียด


2. ทำความคุ้นเคยกันผ่านประตู ก่อนเจอตัวจริง

หลังจากผ่านไปสักระยะ เมื่อน้องตัวใหม่เริ่มดูผ่อนคลายแล้ว สามารถเริ่มขั้นตอนถัดไปด้วยการให้หมากับแมว อยู่คนละฝั่งของประตูหรือคอกกั้น โดยยังไม่ให้เจอกันตรง ๆ


ช่วงนี้ให้สังเกตปฏิกิริยาของทั้งสองฝ่าย หากมีเพียงอาการขู่เล็กน้อยหรือแสดงท่าทางระแวง ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เจ้าของควรปลอบและพูดกับทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงใจเย็น จากนั้นสามารถวางน้ำและอาหารไว้ให้ทั้งสองกินในตำแหน่งที่มองเห็นกันผ่านสิ่งกั้น เพื่อสร้างภาพจำว่า การมีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ ๆ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว


ข้อสำคัญคือ ห้ามดุหรือลงโทษหมาหรือแมวต่อหน้ากันเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายมองว่าเพื่อนใหม่อ่อนแอ และเกิดพฤติกรรมรังแกตามมาในระยะยาว


3. ให้หมากับแมวเริ่มคุ้นเคยกันผ่านกลิ่น

กลิ่นเป็นภาษาที่สัตว์เลี้ยงเข้าใจดีที่สุด เจ้าของสามารถช่วยให้หมากับแมวคุ้นเคยกันได้ด้วยการแลกเปลี่ยนกลิ่น เช่น


  • นำผ้ารองนอนหรือของเล่นของแมวไปวางใกล้สุนัข

  • นำของใช้ ของเล่น ของสุนัขไปให้แมวได้ดม


นอกจากนี้ เจ้าของก็ยังสามารถลองเล่นกับหมาและแมวสลับกัน เพื่อให้กลิ่นผสมกันบนตัวเรา และเริ่มสลับพื้นที่ใช้งานในบ้านเป็นครั้งคราว วิธีนี้จะช่วยลดความแปลกใหม่ และทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มยอมรับการมีอยู่ของกันและกันมากขึ้น


4. เริ่มให้เจอกันจริง แต่ต้องมีคนคอยดูแล

เมื่อเห็นว่าทั้งหมาและแมวเริ่มสงบลงแล้ว จึงค่อย เริ่มให้ทั้งคู่เจอกันจริง โดยควรมีเจ้าของอยู่ด้วยตลอด และใช้เวลาสั้น ๆ ก่อน ไม่ควรบังคับให้ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันนานเกินไป จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันทีละนิด หากยังมีท่าทีตึงเครียด ให้ถอยกลับไปขั้นก่อนหน้า แล้วลองใหม่เมื่อทุกฝ่ายพร้อมมากขึ้น


สัญญาณเตือนว่าหมากับแมว “ยังไม่พร้อม” อยู่ด้วยกัน


สัญญาณจากฝั่งแมว

หากแมวเริ่มแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ แปลว่ายังรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการมีหมาอยู่ใกล้ ๆ


  • ซ่อนตัวตลอดเวลา ไม่ออกมาใช้พื้นที่เหมือนเดิม

  • เบื่ออาหารหรือไม่ยอมกินข้าว ซึ่งมักเป็นสัญญาณของความเครียด

  • ขู่ ฟ่อ หรือขนฟูบ่อยผิดปกติ เมื่อเห็นหรือได้ยินเสียงหมา


พฤติกรรมเหล่านี้บอกชัดว่า แมวยังรู้สึกถูกคุกคาม และต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น


สัญญาณจากฝั่งสุนัข

ในขณะเดียวกัน สุนัขก็มีสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน


  • จ้องหรือพยายามไล่แมวตลอดเวลา

  • เห่าหนัก เห่าซ้ำ ๆ เมื่อเห็นแมว

  • ควบคุมตัวเองไม่ได้ เช่น ตื่นเต้นเกินเหตุ หรือไม่ฟังคำสั่ง


อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากความดุร้ายเสมอไป แต่บ่อยครั้งมาจากความตื่นเต้น ความเครียด หรือยังไม่เข้าใจขอบเขตของอีกฝ่าย


5. แม้เข้ากันได้แล้ว ก็ยังต้องมีพื้นที่ส่วนตัว

ถึงแม้วันหนึ่งหมากับแมวจะเริ่มอยู่ร่วมกันได้ดีแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพังทันที เจ้าของยังควรจัด พื้นที่ส่วนตัวให้ทั้งสองฝ่ายเสมอ เช่น


  • คอนโดแมว ราวปีนป่าย หรือที่สูงสำหรับให้น้องแมวหนีไปพัก

  • กรงสุนัข บ้านสุนัข หรือมุมสงบสำหรับให้น้องหมาได้ผ่อนคลาย


พื้นที่เหล่านี้ช่วยลดความตึงเครียด และทำให้การ เลี้ยงหมากับแมวในบ้านเดียวกัน เป็นไปอย่างราบรื่นในระยะยาว


dog and cat sleeping together

Tips ให้หมากับแมวอยู่ด้วยกันได้ในระยะยาว


  • จัดตารางเวลาเล่นและพักผ่อนให้เหมาะสม แยกช่วงเวลาเล่น กินข้าว และพักผ่อนให้ชัดเจน จะช่วยลดการแย่งความสนใจ และทำให้หมากับแมวคุ้นเคยกับกิจวัตรของกันและกันมากขึ้น

  • ให้ความสนใจกับทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม อย่าละเลยตัวใดตัวหนึ่ง เพราะอาจทำให้เกิดความอิจฉาและความเครียด การให้เวลาและความรักอย่างสมดุล จะช่วยให้การเลี้ยงหมากับแมวในบ้านเดียวกันเป็นไปอย่างราบรื่น

  • ใช้การเสริมแรงเชิงบวกเป็นหลัก เมื่อหมากับแมวแสดงพฤติกรรมที่ดี เช่น อยู่ใกล้กันโดยไม่ตื่นเต้น หรือไม่แสดงความก้าวร้าว ควรชม พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หรือให้ขนมเป็นรางวัล เพื่อสร้างภาพจำที่ดีต่อกัน

  • หลีกเลี่ยงการลงโทษหรือดุแรง ๆ การลงโทษอาจทำให้สัตว์เลี้ยงเครียดและสับสนมากขึ้น แทนที่จะเข้าใจกัน ควรเน้นการปรับพฤติกรรมอย่างใจเย็น จะช่วยให้หมากับแมวเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ดีในระยะยาว



สุดท้ายแล้ว คำตอบของคำถามที่หลายคนสงสัยว่า หมากับแมวเลี้ยงด้วยกันได้ไหม คือ ได้แน่นอน หากเจ้าของเข้าใจธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย และให้เวลาในการปรับตัวอย่างเหมาะสม การแนะนำกันแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่ง ไม่ฝืน พร้อมสังเกตสัญญาณความเครียดอยู่เสมอ จะช่วยให้หมากับแมวค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคย และอยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้อย่างสงบในระยะยาว


นอกจากเรื่องพฤติกรรม พื้นที่ และความใจเย็นของเจ้าของแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อาหารและสุขภาพ เพราะเมื่อสัตว์เลี้ยงรู้สึกสบายท้อง สุขภาพแข็งแรง อารมณ์ก็จะนิ่งขึ้น และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายกว่า


หากบ้านไหนกำลังเลี้ยงหมากับแมวร่วมกัน หรือกำลังจะรับน้องหมาเข้ามาเพิ่ม การเลือกอาหารสุนัขที่ ย่อยง่าย อ่อนโยนต่อระบบทางเดินอาหาร และให้สารอาหารครบถ้วน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


Yora อาหารสุนัขเกรด Holistic จากประเทศอังกฤษ ที่ใช้โปรตีนจากแมลงธรรมชาติ ช่วยลดปัญหาการย่อย ลดโอกาสแพ้อาหาร และเหมาะกับน้องหมาทุกช่วงวัย ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยให้การอยู่ร่วมกันของหมากับแมวเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุขมากขึ้นในทุกๆ วันครับ 


banner

 
 
 

Comments


bottom of page